ReadyPlanet.com
dot dot




พระยาภักดีชุมพล (แล)



       

 

    จังหวัดชัยภูมิ นับเป็นดินแดนโบราณคดีที่มีชุมชนหนาแน่นอยู่อาศัยมาตั้งแต่ครั้งก่อนประวัติศาสตร์ จากร่องรอยของการค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหิน ภาพวาดเขียนสีตามผนังถ้ำ โครงกระดูกมนุษย์โบราณ ฯลฯ จึงเป็นข้อยืนยันได้ว่าดินแดนถิ่นนี้ได้มีพัฒนาการทางด้านสังคมของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มากว่า 2000-5000 ปี มาแล้ว
     ชุมชนโบราณที่รับวัฒนธรรมขอมสมัยเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 16-18) บริเวณพื้นที่ลุ่มแม่น้ำชีตอนบนของเขตจังหวัดชัยภูมิ ได้มีการค้นพบโบราณวัตถุและโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมขอมสมัยเมืองพระนครอีกมากมาย เช่น ศิวลึงค์พระดิษฐานอยู่บนแท่นหินทราย ที่บริเวณภูโค้ง ต.นาเสียว อ.เมือง บาราย (สระน้ำ) บริเวณปรางค์กู่ อ.เมือง และบึงอำพัน สระน้ำขนาดใหญ่ใกล้เมืองโบราณเขตอำเภอบำเหน็จณรงค์ และได้มีการค้นพบ อโรคยาศาล ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับใช้ในการรักษาโรคในสใยของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งพระองค์โปรดให้สร้างขึ้นทั่วพระราชอาณาจักรถึง 102 แห่ง โดยในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิได้มีการค้นพบอโรคยาศาลถึง 3 แห่ง คือ อโรคยาศาลบ้านหนองแหน ปรางค์กู่ บ้านหนองบัว และอโรคยาศาล บ้านกุดไผ่ ซึ่งแต่ละแห่งมีระยะห่างเท่ากันคือ 15 กิโลเมตร
     พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนครธม ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ ปราสาทบายน พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์เขมรพระองค์แรกที่เปลี่ยนรูปแบบเทวาลัยให้เป็นวัด หรือโบสถ์ในพุทธศาสนา ทรงใช้ปราสาทหินให้เป็นที่พำนักสงฆ์และเป็นสถานที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา ทรงดูแลทุกข์สุขของอาราประชาราษฏร์อย่างมุ่งมั่น โดยทรงสร้างอโรคยาศาลทั่วพระราชอาณาจักรถึง 102 แห่ง สร้างศาลาที่พักคนเดินทางอีกจำนวน 121 แห่ง ทรงขยายอิทธิพลของวัฒนธรรมขอมเข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีเมืองพิมายเป็นศูนย์กลางของการขยายอิทธิพล มีเมืองสวรรคโลก ลพบุรี ราชบุรี และ เพชรบุรี เป็นเมืองหน้าด่าน ซึ่งในการค้นพบศิลปกรรมในรูปแบบของพระพิมพ์ในพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ ย่อมเป็นหลักฐานบ่งชี้ให้เห็นว่าดินแดนดังกล่าวในอดีตได้อยู่ในความปกครองของขอม โดยเฉพาะพระพุทธรูปและพระเครื่องที่พบนั้นจะมีศิลปะบายนอันเป็นยุคทองของพุทธศาสนาแห่งอาณาจักรพระนครนั่นเอง
     ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองชัยภูมิปรากฏในทำเนียบเมืองแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่าเป็นเมือง ที่ขึ้นกับเมืองนครราชสีมา แตต่อมาผู้คนได้อพยพไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินที่อื่น ปล่อยเมืองชัยภูมิให้เป็นเมืองร้าง เมืองชัยภูมิกลับมาปรากฏชื่ออีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
     ราวปี พ.ศ.2360 ขณะนั้นเมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองขึ้นของไทย มีการส่งเครื่องราชบรรณาการต่างๆ ให้แก่ไทย "นายแล" ซึ่งมีตำแหน่งเป็นพี่เลี้ยงราชบุตรในราชสำนักของ พระเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์ ได้ลาออกจากราชสำนัก และพานางบุญมี ซึ่งเป็นภรรยา อพยพครอบครัวพร้อมทั้งสมัครพรรคพวกรวมร้อยครอบครัวเศษ เดินทางข้ามแม่น้ำโขงจนกระทั่งมาถึง หนองบัวลำภู และพำนัก ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือน นายแลเห็นว่าหนองบัวลำภูเป็นสถานที่ไม่เหมาะสมแก่การตั้งถิ่นฐาน จึงได้พาสมัครพรรคพวกออกเดินทางต่อไปจนถึง บ้านน้ำขุ่น หนองอีจาง ลำตะคอง ซึ่งอยู่ในบริเวณอำเภอสูงเนินในปัจจุบัน ณ ที่แห่งนี้นายแลได้ตั้งรกรากทำมาหากินเพราะเห็นว่ามีน้ำอุดมสมบูรณ์
     ใน ปี พ.ศ.2362 การทำมาหากินที่บ้านน้ำขุ่น หนองอีจาง ลำตะคอง เริ่มฝืดเคือง นายแลได้เสาะแสวงหาทำเลใหม่ ปรากฏว่าได้ไปพบบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้อพยพครอบครัวและสมัครพรรคพวกไปตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ที่ บ้านโนนน้ำอ้อม ปัจจุบันคือ บ้านชีลอง การปกครองของนายแลต่อราษฎรนั้น นายแลได้ใช้การปกครองในลักษณะพี่ปกครองน้อง สั่งสอนให้ราษฎรมีความสามัคคีปรองดองกัน ต้องช่วยกันทำมาหากินโดยให้เหตุผลแก่ราษฎรว่าการสร้างเมืองนั้น ราษฎรจะต้องมีอยู่มีกินและเป็นสุขแล้วการสร้างเมืองก็จะสำเร็จลุล่วงไปด้วย ดี ฝ่ายนางบุญมีซึ่งเป็นภรรยาของนายแลก็มิได้นิ่งดูดาย พยายามที่จะอบรมฝึกสอนหญิงชาวบ้านให้รู้จักการทอผ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าขาว ผ้าดำ ทอซิ่นหมี่ ชาวบ้านก็อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยมา ต่อมาเมื่อนายแลเห็นว่าราษฎรของตนอยูดีมีสุขแล้ว ก็มิได้เคยลืมบุญคุณของเจ้านายเดิม จึงได้นำเครื่องบรรณาการไปถวายเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์เห็นความดีของนายแลจึงด้แต่งตั้งให้นายแล เป็น "ขุนภักดีชุมพล (แล)"
     ต่อมาขุนภักดีชุมพล (แล) เห็นว่าบ้านโนนน้ำอ้อมเริ่มแออัดและขาดแคลนน้ำ จึงจำต้องหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ ปรากฏว่าอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับบ้านโนนน้ำอ้อม ดังนั้นในปี พ.ศ.2365 ขุนภักดีชุมพล (แล) จึงได้อพยพผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่ บ้านหลวง ซึ่งอยู่ในบริเวณ บ้านหนองหลอด และ บ้านหนองปลาเฒ่า ในปัจจุบัน และไม่ยอมส่งส่วนให้เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์อีก เพราะขณะนั้นเมืองเวียงจันทน์มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของสยาม ขุนภักดีชุมพลจึงได้เข้าหาเจ้าพระยานครราชสีมาแทน เจ้าเมืองนครราชสีมารับอาสาส่งส่วยให้สยามแล้วทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาพระองค์โปรดเกล้าฯ ยกให้บ้านหลวงเป็นเมืองชัยภูมิ และตั้งขุนภักดีชุมพล เป็น "พระยาภักดีชุมพล" เจ้าเมืองชัยภูมิคนแรก
     ใน ปี พ.ศ.2369 ได้เกิดศึกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ยกทัพเข้ายึดเมืองนครราชสีมา พระยาภักดีชุมพล (แล) และเจ้าเมืองสี่มุม (อ.จัตตุรัส จ.ชัยภูมิ ในปัจจุบัน) ได้ยกทัพไปช่วยคุณหญิงโมตีกองทัพเจ้าอนุวงศ์แตกพ่ายไป แต่ในขณะที่ทัพเจ้าอนุวงศ์กำลังแตกพ่ายนั้น เจ้าอนุวงศ์ได้สั่งให้ เจ้า สุทธิสาร (โป๋) ผู้เป็นบุตร ยกกองทัพส่วนหนึ่งไปยึดเมืองชัยภูมิและเมืองภูเขียว (อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายไว้เป็นกำลังต่อต้านกองทัพจากกรุงเทพฯ
     เจ้าสุทธิสารหลังจากที่ยกทัพถึงเมืองชัยภูมิแล้วนั้น ได้เกลี้ยกล่อมให้พระยาภักดีชุมพล (แล) เป็นพวก แต่พระยาภักดีชุมพลไม่ยอม ด้วยยังจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้พวกเจ้าอนุวงศ์โกรธมาก จึงฆ่าพระยาภักดีชุมพลเสียที่บ้านหนองปลาเฒ่า ซึ่งต่อมาชาวบ้านได้ระลึกถึงพระคุณท่านจึงได้พร้อมใจกันสร้างศาลขึ้น ณ บริเวณนั้น บัดนี้ทางราชการได้สร้างศาลขึ้นใหม่เป็นศาลาทรงไทย ชื่อว่า ศาลาพระยาภักดีชุมพล (แล) มีรูปหล่อของท่านอยู่ภายในเป็นที่เคารพกราบไหว้ ถือว่าเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ อยู่ห่างจากที่ตั้งศาลากลางจังหวัดประมาณ 3 ก.ม. วีรกรรมครั้งนั้นจึงเป็นที่เคารพยกย่องท่านเป็น เจ้าพ่อพญาแล มาจนกระทั่งปัจจุบัน.....
     และจัดให้มีงานสักการะเจ้าพ่อพญาแลทุกปี โดยเริ่มจากวันพุธแรกของเดือน 6 เป็นเวลา 7 วัน เรียกว่า "งานเทศกาลบุญเดือนหก ระลึกถึงความดีของ เจ้าพ่อพญาแล" ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีของชาวชัยภูมิ และใน พ.ศ. 2518 ทางราชการร่วมกับพ่อค้าและประชาชนชาวชัยภูมิ สร้างอนุสาวรีย์ของพระยาภักดีชุมพล (แล) ประดิษฐานอยู่ตรงวงเวียนศูนย์ราชการ ปากทางเข้าสู่ตัวเมืองชัยภูมิ
     ลูกหลานของพระยาภักดีชุมพล (แล) ที่ได้รับราชการเป็นเจ้าเมืองชัยภูมิคนต่อๆ มา ล้วนได้รับยศและบรรดาศักดิ์เป็นที่พระยาภักดีชุมพลทุกคน รวมทั้งสิ้น 5 คน.....




มามะ...มาเที่ยวชัยภูมิ

ชัยภูมิ เมืองผู้กล้า พญาแล article
ช้างบ้านค่าย



Copyright©2009 t-bankhai Site. All rights reserved.

เว็บมาสเตอร์ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นหนึ่งคอมพิวเตอร์ แอนด์ เซอร์วิส
โทร. 0 4481 7889